การคุมกำเนิดระยะยาว (Long-Acting Reversible Contraceptive · LARC) เป็นทางเลือกที่หลายคนเริ่มสนใจมากขึ้น เพราะ "ใส่ครั้งเดียว ใช้ได้นาน" ไม่ต้องกินยาทุกวัน ลืมไม่ได้ ที่ภิรมย์คลินิกมีให้เลือก 3 วิธีหลัก — แต่ละแบบเหมาะกับคนละกลุ่ม ลองดูว่าแบบไหนใช่คุณ

01 ฉีดยาคุมกำเนิด

ฉีดเข้ากล้ามเนื้อแขนหรือสะโพก ใช้ฮอร์โมน Progestin ยับยั้งการตกไข่ มี 2 ระยะที่นิยมใช้ในไทย:

⚡ จุดเด่น

เหมาะกับคนที่ "อยากลองก่อน" ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องใส่อะไรในร่างกายถาวร ถ้าไม่ถูกก็เปลี่ยนวิธีได้ในเดือนถัดไป

ใครเหมาะ

ข้อจำกัดที่ควรรู้

02 ฝังยาคุมกำเนิด

แท่งพลาสติกขนาดเท่าก้านไม้ขีดไฟ ใส่ใต้ผิวหนังบริเวณท้องแขน ปล่อยฮอร์โมน Progestin ช้าๆ คุมได้นาน 3-5 ปี แล้วแต่ชนิด (Implanon 3 ปี · Jadelle 5 ปี)

⚡ จุดเด่น

ประสิทธิภาพสูงมาก (>99%) — เพราะไม่ต้องอาศัยความจำของผู้ใช้เลย ใส่ครั้งเดียวลืมไปได้ 3-5 ปี ถ้าอยากท้องเอาออกได้ทันที กลับมาตั้งครรภ์ได้เร็ว

ใครเหมาะ

ข้อจำกัดที่ควรรู้

03 ห่วงคุมกำเนิด (IUD)

อุปกรณ์รูปตัว T ใส่ในโพรงมดลูก คุมได้ยาวที่สุด 5-10 ปี มี 2 แบบหลัก:

⚡ จุดเด่น

ระยะยาวที่สุดในบรรดาวิธี LARC ทั้งหมด · IUD ทองแดง ไม่ใช้ฮอร์โมนเลย เหมาะกับคนที่แพ้ฮอร์โมน · IUD ฮอร์โมนช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ด้วย

ใครเหมาะ

ข้อจำกัดที่ควรรู้

04 ตารางเปรียบเทียบ

หัวข้อฉีด (3 เดือน)ฝังห่วง (IUD)
ระยะเวลา3 เดือน/ครั้ง3-5 ปี5-10 ปี
ประสิทธิภาพ94%>99%>99%
ฮอร์โมนมีมีมี/ไม่มี (เลือกได้)
ต้องมาบ่อยไหมทุก 3 เดือนไม่ต้องไม่ต้อง
เอาออกเองได้N/Aต้องหมอต้องหมอ
กลับท้องเร็วช้า (6-12 เดือน)เร็วเร็ว
ราคา (ประมาณ)หลักร้อย/ครั้งหลักพันหลักพัน

05 วิธีไหนเหมาะกับคุณ

ถ้าคุณ "อยากลองก่อน" → ฉีดยาคุม

เริ่มจาก 1 เดือนก่อน ดูว่าร่างกายตอบสนองยังไง ถ้าโอเคค่อยขยับไปฉีด 3 เดือน หรือเปลี่ยนเป็นฝัง/ห่วง

ถ้าคุณ "ลืมง่าย อยากลืมเรื่องคุมไปเลย" → ฝังยาคุม

ใส่ทีเดียวจบ 3-5 ปี ไม่ต้องนัด ไม่ต้องจำ เหมาะมากกับคนทำงานยุ่ง

ถ้าคุณ "คุมระยะยาว ไม่อยากใช้ฮอร์โมน" → IUD ทองแดง

10 ปีในการใส่ครั้งเดียว ไม่มีฮอร์โมน เหมาะกับคนแพ้ฮอร์โมนหรือไม่อยากให้กระทบประจำเดือน

ถ้าคุณ "ปวดประจำเดือนมาก ประจำเดือนมาเยอะ" → IUD ฮอร์โมน

นอกจากคุมกำเนิดแล้ว ยังช่วยลดอาการปวดและทำให้ประจำเดือนเบาลงด้วย

⚠️ สำคัญ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ก่อนเลือกวิธีคุมกำเนิดควร ปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินสุขภาพ ประวัติโรค ยาที่ใช้อยู่ และความต้องการในอนาคต หมอแต่ละท่านจะแนะนำวิธีที่เหมาะกับคุณที่สุด

หยุดยาคุม + พบแพทย์ ทันที ถ้ามีอาการนี้ (ACHES)
  • Abdominal pain — ปวดท้องรุนแรง (ระวัง gallbladder / liver)
  • Chest pain — เจ็บอก หายใจไม่ออก ไอเป็นเลือด (Pulmonary Embolism)
  • Headache — ปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติ ตามัวข้างเดียว ชาครึ่งซีก (Stroke / migraine with aura)
  • Eye — มองเห็นผิดปกติ ตาพร่า เห็นภาพซ้อน
  • Severe leg pain — ปวด/บวม/ร้อนที่น่องข้างเดียว (DVT — ลิ่มเลือดดำลึก)

ปรึกษาคุมกำเนิดที่ภิรมย์คลินิก

ทีมแพทย์สูตินรีเวช · ให้คำปรึกษาฟรี · เลือกวิธีที่เหมาะกับคุณ · นัดล่วงหน้าได้

06 คำถามที่พบบ่อย

คุมกำเนิดกี่วิธีที่ภิรมย์คลินิกมี?

มี 3 วิธีหลัก: ฉีดยาคุม (1 และ 3 เดือน) · ฝังยาคุม (3-5 ปี) · ห่วงคุมกำเนิด IUD (ทองแดงและฮอร์โมน) — สามารถถอด/ใส่/เปลี่ยนได้ครบในที่เดียว

ฝังยาคุมเจ็บไหม

มีการฉีดยาชาเฉพาะที่ก่อนใส่ ระหว่างใส่จะรู้สึกแค่ตึงๆ ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที หลังใส่อาจมีรอยช้ำเล็กน้อย 2-3 วัน

ใส่ห่วง IUD เจ็บไหม

มีอาการปวดท้องน้อยขณะใส่และ 1-2 วันแรก (เหมือนปวดประจำเดือน) สามารถทานยาแก้ปวดได้ คนที่เคยคลอดบุตรมาก่อนจะรู้สึกน้อยกว่า

กำลังให้นมลูก คุมกำเนิดได้ไหม

ได้ — แต่ควรเลือกวิธีที่ไม่กระทบน้ำนม เช่น ฝังยาคุม, IUD, หรือฉีด Progestin 3 เดือน (DMPA) ปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีที่ปลอดภัยที่สุด

ค่าใช้จ่ายเท่าไร

ค่าใช้จ่ายแตกต่างกันตามวิธีและชนิดยา/ห่วง — สอบถามราคาปัจจุบันได้ทาง LINE หรือโทรเข้ามาที่คลินิก

References

  1. Curtis KM, Tepper NK, Jatlaoui TC, et al. U.S. Medical Eligibility Criteria for Contraceptive Use, 2016. MMWR Recomm Rep. 2016;65(3):1-103. PMID: 27467196
  2. Trussell J. Contraceptive failure in the United States. Contraception. 2011;83(5):397-404. PMID: 21477680
  3. Winner B, Peipert JF, Zhao Q, et al. Effectiveness of long-acting reversible contraception. N Engl J Med. 2012;366(21):1998-2007. PMID: 22621627
  4. ACOG Practice Bulletin No. 206: Use of Hormonal Contraception in Women With Coexisting Medical Conditions. Obstet Gynecol. 2019;133(2):e128-e150. PMID: 30681544
  5. World Health Organization. Medical eligibility criteria for contraceptive use. 5th ed. Geneva: WHO; 2015. ISBN 978-92-4-154915-8